แพทยสภา เตรียมสอบ รพ.เอกชนที่ราชบุรี หลังสามีวัย 31 ปี เสียชีวิต

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 แพทยสภา ได้รายงานว่า หลังจากที่เกิดเรื่องราวของหญิงสาวรายหนึ่ง ขอเรียกร้องความยุติธรรมหลังสามีวัย 31 ปี ซึ่งเป็นผู้ประกันตน เสียชีวิตภายหลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลซานคามิลโล อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยอ้างว่าผู้ป่วยมีอาการเจ็บแน่นหน้าอก เหงื่อออกมาก และขอให้แพทย์ตรวจหัวใจ แต่ไม่ได้รับการตรวจ ก่อนกลับไปเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ล่าสุดรศ.(พิเศษ) นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ กรรมการและผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างยิ่ง ในส่วนของแพทยสภาจะรับผิดชอบเฉพาะการตรวจสอบมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ ส่วนการกำกับดูแลมาตรฐานของสถานพยาบาลเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)

โดยเบื้องต้น ประเด็นที่ต้องตรวจสอบน่าจะอยู่ที่การใช้ดุลพินิจของแพทย์ในการวินิจฉัยและตัดสินใจรักษา ว่าเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังรับฟังข้อมูลเพียงด้านเดียว จึงจำเป็นต้องรวบรวมข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายก่อนจะสรุปได้ว่าเกิดความบกพร่องหรือไม่

สำหรับกระบวนการของแพทยสภา สามารถเริ่มต้นได้ 2 แนวทาง คือ ญาติผู้เสียหายยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานเลขาธิการแพทยสภา ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการสอบสวนคดีจริยธรรม หรือในกรณีที่ยังไม่มีการร้องเรียน แต่เลขาธิการแพทยสภาพิจารณาเห็นว่าเป็นกรณีที่มีผลกระทบต่อมาตรฐานวิชาชีพ หรือสร้างความเสียหายต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ก็สามารถเสนอให้รับเรื่องเป็นคดีได้เอง “หากญาติยังไม่ได้ยื่นเรื่องร้องเรียน เชื่อว่าทางแพทยสภาจะพิจารณาติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด และอาจประสานไปยังผู้เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง หากเห็นว่ากรณีดังกล่าวมีมูลก็สามารถรับเรื่องเข้าสู่การพิจารณาได้” รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี กล่าว

เมื่อถามถึงประเด็นที่อาจเข้าข่ายความผิด หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่มีการนำเสนอข่าว รศ.(พิเศษ) นพ.เมธี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือการใช้ดุลพินิจในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม ว่ามีความเหมาะสมหรือเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงการสื่อสารและการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยและญาติ หากมีการใช้ถ้อยคำหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ต้องตรวจสอบเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาจะต้องอาศัยข้อมูลจากทุกฝ่าย ทั้งญาติผู้เสียหาย แพทย์ผู้ให้การรักษา รวมถึงข้อมูลจากโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่สามารถตัดสินจากข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อเพียงด้านเดียวได้